***ก่อนอื่นผมจะบอกก่อนว่าบทความนี้ผมไม่ได้ยืนยันความถูกต้องใดๆทั้งสิ้น และขอใช้ประโยคคลาสสิคว่า ‘ผู้ลงทุนต้องศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน’***

ผมคิดว่าจะเขียนเรื่องนี้มานานแล้วนะครับ เพราะผมคิดว่ามีหลายท่านที่อาจจะยังสงสัยหรือยังไม่เข้าใจ ผมจะอธิบายเกี่ยวกับว่า ‘อะไรคือ BMC และเราจะนำมาประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์บริษัทต่างๆในตลาดหุ้นได้ยังไง’ โดยผมได้ทำเป็น infographic เพื่อให้ดูเข้าใจง่ายๆนะครับ

ะไรคือ BMC??

ถ้าจะสรุปสั้นๆก็จะคล้ายๆกับที่ผมเขียน Pin ไว้ก่อนหน้านี้นะครับ นั่นคือ “BMC คือ การอธิบายองค์ประกอบของธุรกิจซึ่งมี 9 ส่วน ในแบบที่เรียบง่ายบนหน้ากระดาษเพียงแผ่นเดียว ซึ่งจะทำให้เราเห็นภาพรวมและเข้าใจธุรกิจได้ง่ายมากขึ้นครับ” แต่ในวันนี้ผมจะอธิบายให้ลึกลงไปและเห็นภาพมากขึ้นครับ (ช่วงแรกผมจะอธิบายความหมายและความสำคัญของแต่ละช่องก่อนนะครับ แล้วตอนสุดท้ายผมจะสรุปให้ว่าจะวิเคราะห์บริษัทที่ผมสรุปลง BMC ได้อย่างไร)

15259559_1079728338793172_9081793571456010470_o
(ตัวอย่าง BMC  ของหุ้น AU)

ผมจะขอเริ่มไล่จากช่องที่สำคัญที่สุดละกันนะครับ นั่นคือช่องตรงกลาง (Value propositions) ช่องนี้สำคัญมากที่สุดเลยละครับ เพราะมันจะเป็นแก่นของการดำเนินธุรกิจทุกอย่าง เป็นคุณค่าที่บริษัทนั้นๆจะมอบให้กับลูกค้า ไม่ใช่คิดจะเอากำไรอย่างเดียว เป็นสิ่งที่ทุกบริษัทต้องและควรจะมีเลยละครับ

ต่อมาคือช่องทางขวาสุด นั่นคือ Customer segments เป็นช่องที่จะบอกว่าใครคือลูกค้าของบริษัทนั้นๆ ทุกบริษัททุกธุรกิจต้องชัดเจนครับ ถ้ายังไม่รู้ว่าจะขายใครแล้วจะขายได้ยังไง จริงมั้ยครับ ^^

ต่อมาเป็นช่องล่างขวา (Revenue streams) คือการระบุให้ชัดว่าบริษัทนั้นๆมีรายได้มาจากส่วนไหนบ้าง ถ้าจะให้ดีก็ระบุด้วยว่ามาจากส่วนไหนบ้าง สัดส่วนเท่าไหร่ อย่างละกี่ % ความสำคัญของช่องนี้ผมคงไม่ต้องพูดถึงนะครับ รู้ๆกันอยู่ ถ้าไม่รู้ว่าเรามีรายได้จากอะไรบ้างก็…เละครับ 55555

ต่อมาผมจะพาไปดูช่องที่อยู่ตรงกลางระหว่างช่องกลางและขวาด้านล่าง นั่นคือ Channels ครับ Channels คือช่องทางต่างๆที่เราจะเข้าถึงลูกค้าครับ สรุปคือระบุให้ได้ว่า เราจะเข้าถึงลูกค้า (ช่องขวาสุด) ‘ยังไง’ เช่น เข้าถึงโดยการขายตรง ผ่านตัวแทน ผ่านนายหน้า ช่องทางออนไลน์ต่างๆ ฯลฯ

ช่องต่อมาใกล้ๆกันคือช่องที่อยู่ตรงกลางระหว่างช่องกลางและขวาด้านบน (Customer relationships) คือการคิดแผนและระบุว่า ‘อะไร’ คือสิ่งที่จะทำให้ลูกค้า (ช่องขวาสุด) มาซื้อหรือใช้บริการกับบริษัทของเราอีก สำคัญมากใช่มั้ยละครับ

ทีนี้ไล่มาดูฝั่งซ้ายบ้างครับ เริ่มจากช่องซ้ายสุด (Key partners) นั่นคือใครบ้างที่จะมาเป็นพาร์ทเนอร์ของเรา (ตามชื่อ) ใครจะช่วยเราได้ เรื่องอะไรบ้าง เราจะได้อะไรจากพาร์ทเนอร์นั้นๆบ้าง

ต่อมาคือช่องที่อยู่ตรงกลางระหว่างช่องกลางและซ้ายด้านล่าง (Key resources) คือทรัพยากรอะไรบ้างที่บริษัทนั้นๆต้องมี เพื่อจะได้มาซึ่งคุณค่านั้น (ช่องกลาง) เช่น ต้องมีบุคลากรเพื่อพัฒนา เพื่อบริการ เพื่อผลิตสินค้า ก็ว่าไป, ต้องมีที่ดิน ต้องมีโรงงานผลิต ต้องมีเทคโนโลยีต่างๆ ฯลฯ

ถัดมาคือช่องที่อยู่ตรงกลางระหว่างช่องกลางและขวาด้านบน (Key activities) คือสิ่งที่บริษัทต้องทำเป็นประจำ ทำเป็นงานหลัก เพื่อให้ได้มาซึ่งคุณค่านั้น (ช่องกลาง) เช่น ต้องผลิตสินค้า/บริการ ต้องพัฒนาบุคลากร ซึ่งจะไปทำให้เกิดคุณค่าต่อไป ต้องพัฒนาสินค้า/บริการอย่างสม่ำเสมอไม่ให้ตกรุ่น ฯลฯ

ช่องสุดท้ายคือ ช่องล่างซ้ายครับ (Cost structure) คือการระบุว่าบริษัทมีค่าใช้จ่าย หรือต้นทุนอะไรบ้างในการดำเนินธุรกิจนั้น

15540694_1092118410887498_11922731554539618_o

เอาละครับ ก็อธิบายครบทุกช่องแล้วนะครับ ทีนี้ผมจะมาสรุปให้ฟังว่าเราจะนำ BMC มาใช้วิเคราะห์บริษัทในตลาดหุ้นกันได้ยังไงนะครับ

จะขออธิบายรวมๆกันนะครับ เริ่มจาก 3 ช่องที่สำคัญที่สุดครับ โดยเริ่มดูจากช่อง Value propositions เพื่อดูว่าบริษัทนั้นจะมอบคุณค่า ‘อะไร’ ให้กับลูกค้า (Customer segments – ช่องทางขวาสุด) ของบริษัทนั้นๆ และดูว่ารายได้ (Revenue streams – ช่องขวาล่าง) ที่บริษัทนั้นได้ มาจากแหล่งไหนบ้าง และมีความสอดคล้องกับคุณค่าและกลุ่มลูกค้าของบริษัทรึเปล่า สรุปคือต้องดูว่าช่อง Value propositions,ช่อง Customer segments และช่อง Revenue streams มีความสอดคล้องกันมากน้อยแค่ไหน นี่คือสิ่งแรกครับ

ต่อมาก็มาไล่ดูช่องต่างๆนะครับ ซึ่งผมคิดว่ามีความสำคัญเท่าๆกัน จะทิ้งช่องใดช่องหนึ่งไม่ได้ เริ่มจาก Channels คือดูว่าบริษัทนั้นๆมีวิธีการใดบ้างในการเข้าถึงลูกค้า(Customer segments) ถ้าหากเราเห็นว่าบริษัทไหนไม่เน้นเรื่องนี้ ก็แสดงว่าอาจจะไม่ดีนั่นเองครับ เพราะอาจจะทำให้เข้าไม่ถึงลูกค้า หรือเข้าถึงได้ไม่ดีพอ

ต่อมาช่อง Customer relationships หากบริษัทไหนดูแล้วคิดว่าช่องนี้แข็งแกร่ง นั่นย่อมแสดงถึงว่ามีความสามารถในการแข่งขันที่ดี แข่งกับบริษัทอื่นๆได้ แต่ถ้าดูธรรมดาๆ ก็อาจจะโดนแย่งลูกค้าไปได้ง่ายๆ

ต่อมาดูช่อง Key partners ดูว่าใครคือพาร์ทเนอร์ของบริษัทนั้นๆบ้าง จะได้เข้าใจว่าบริษัทมีความเสี่ยงจากอะไรบ้าง เพราะแสดงว่าบริษัทนั้นต้องพึ่งพาร์ทเนอร์นั้นๆ หากไม่มีพาร์ทเนอร์นั้น อาจเกิดปัญหาได้ เช่น ถ้าพาร์ทเนอร์ของบริษัทคือธนาคารแห่งหนึ่ง หากธนาคารนั้นล้ม นั่นแสดงถึงความเสี่ยงต่อบริษัทด้วยเช่นกัน

ต่อมาเป็นช่อง Key resources ดูว่าบริษัทต้องใช้ทรัพยากรอะไรบ้างในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งอาจทำให้เราพอทราบว่าบริษัทนั้นๆต้องลงทุนในอะไรบ้าง เพราะยิ่งลงทุนมาก กำไรก็ยิ่งน้อยลงนะครับ เช่น หากต้องใช้โรงงานหลายๆแห่ง ก็ต้องเสียค่าซื้อที่ดิน สร้างโรงงานเพิ่ม หรือหากเป็นธุรกิจสายการบินที่ต้องลงทุนซื้อเครื่องบินบ่อยๆ ก็ต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ด้วยนั่นเอง

ต่อมาช่อง Key activities ว่าบริษัททำอะไรเป็นประจำ เพื่อจะได้เข้าใจว่าบริษัทเน้นจุดไหน เช่น บางบริษัทอาจเน้นการบริการที่ดีเป็นหลัก Key activities ก็จะเป็นการพัฒนาการบริการอยู่เสมอ หรือหากบริษัทเน้นเรื่องความแปลกใหม่ของสินค้า Key activities ก็จะเป็นการวิจัย/พัฒนาสินค้าอยู่ตลอดนั่นเอง

สุดท้ายคือช่อง Cost structure ซึ่งเราสามารถดูพร้อมๆกับช่อง Revenue stream ได้ โดยดูว่าสัดส่วนของรายจ่ายมากกว่า น้อยกว่า หรือเท่ากับรายได้ ก็ไม่มีอะไรนะครับ หากรายจ่ายรวมกันมากกว่ารายได้ก็…ต้องระวังกันหน่อย

***ก่อนอื่นผมจะบอกก่อนว่าบทความนี้ผมไม่ได้ยืนยันความถูกต้องใดๆทั้งสิ้น และขอใช้ประโยคคลาสสิคว่า ‘ผู้ลงทุนต้องศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน’***

สุดท้ายก็ย้ำกันอีกสักรอบ อย่าเพิ่งรีบร้อนกันเกินไปนะครับ

ขอให้สนุกกับการลงทุนนะครับทุกท่าน ^ ^

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s